Message

น่ารักดี ... ลองอ่านดูนะ

.

.

ในอดีตกาลนามมาแล้ว เขาว่ากันว่า มนุษย์ทุกคนมีหัวใจด้วยกันจริงทั้งหมดสองดวง แต่ยังมีเทวดาน้อยอยู่องค์นึง ซึ่งไม่รู้จักสิ่งที่เขาเรียกว่าหัวใจ ด้วยความที่สงสัยว่าหัวใจนั้นมันเป็นอย่างไร เทวดาน้อยจึงได้ไปถามนางฟ้าผู้ที่ดูแลทางเข้าออกของประตูสวรรค์

"ท่านนางฟ้า โปรดบอกข้า หัวใจคืออะไร"

"หัวใจ ก็คือสิ่งบริสุทธิ์ สวยงามที่สุดของมนุษย์ยังไงเล่า"

"แล้วสิ่งที่เรียกมนุษย์อยู่แห่งใดล่ะ"

"อยู่เบื้องล่างอีกฟากของประตูสวรรค์"

"เปิดประตูให้ข้าไปชมหัวใจของมนุษย์ได้มั้ย ท่านนางฟ้า"

"มิได้หรอก มันผิดกฎของสวรรค์ เจ้ากลับไปซะเถอะ แค่เจ้ามาสนทนากับข้าก็ผิดมากเท่าใดแล้ว เจ้ารู้ตัวมั้ย เจ้าเทวดาน้อย"

เทวดาน้อยทำทีว่าหันหลังกลับไป แต่ด้วยความที่อยากได้หัวใจมาครอบครองไว้เป็นของตน จึงได้นำคันศรธนูมา แล้วยิงไปที่นางฟ้าผู้รักษาประตูสวรรค์ วังจะให้นางฟ้านั้นสลบไปในชั่วข้ามคืนนั้นเอง หลังจากนั้น เทวดาน้อยแอบเปิดประตูสวรรค์แล้วบินไปยังโลกมนุษย์

กลางดึกของคืนนี้เป็นคืนที่เงียบสงบ มนุษย์ทุกคนต่างหลับกันหมดแล้ว เทวดาน้อยจึงแอบบินเข้าไปในบ้านของมนุษย์ทุกคน แล้วไปเอาสิ่งที่เรียกว่าหัวใจของทุกคนบนโลกมนุษย์ มาคนละหนึ่งดวง แล้วนำลอยขึ้นไปบนสวรรค์ หวังจะขโมยกลับไปเป็นของตน แต่ระหว่างที่เทวดาน้อยกำลังกลับเข้าไปปากทางของประตูสวรรค์ได้มีนางฟ้าและเทวดาแห่งความรักยืนกั้นอยู่

เทวดาน้อยเห็นดังนั้นจึงบินหนี แต่นางฟ้าองค์นึงได้บินตามเพื่อมาแย่งหัวใจของมนุษย์ทั้งหมดไว้ แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อหัวใจทั้งหมดได้เกิดกระจายออกแล้วร่วงโปรยปรายไปยังบนโลกมนุษย์ ทำให้เกิดการสลับสับเปลี่ยนเจ้าของหัวใจกันในค่ำคืนนั้นเอง

เทวดาน้อยถูกลงโทษ ด้วยการให้เป็นเด็กตลอดกาล และเปลี่ยนชื่อเป็นกามเทพให้อยู่บนโลกมนุษย์ เพื่อตามหาหัวใจอีกดวงของมนุษย์ทั้งหมดที่ไปอยู่กับใครอีกดวงหนึ่งให้มาพบกัน

ตอนนี้หัวใจของคุณอีกดวงหนึ่งก็คงอาจจะอยู่กับใครบนโลกใบนี้ก็เป็นได้ อย่ารอให้กามเทพ เป็นคนหาหัวใจให้คุณ ถึงเวลาแล้วที่คุณจะต้องตามหาหัวใจของคุณคืนมา และเมื่อคุณได้มันคืนมาแล้ว จงดูแลหัวใจคุณให้ดี อย่าได้ปล่อยให้หัวใจจากคุณไปอีก เพราะคุณอาจจะไม่มีวันเจอหัวใจอีกดวงที่แท้จริงของคุณตลอดชีวิต หรือชั่วชีวิตก็เป็นได้

.

.

เปิดประเด็นแชทผ่านเอ็ม

.

.

เห็นว่าช่วงนี้มีข่าวเด็กถูกล่อลวงจากคนที่คุยกันทางเอ็มเยอะขึ้น

ก็เลยทำให้สงสัยว่า อะไรเป็นเหตุจูงใจให้คนเหล่านั้น เชื่อคนที่ไม่เคยพบมาก่อน จากการคุยกันผ่านเอ็มเท่านั้น

เพราะคิดว่าการที่เราจะรู้จักใครสักคน

แค่คุยผ่านเอ็ม มันไม่ได้รับประกันได้ว่าเรารู้จักตัวตนของคนๆ นั้นจริงๆ นี่นา

ดูแค่เพื่อนของเราสิ ขนาดเห็นหน้ากันทุกวัน รู้จักกันมาตั้งกี่ปี ยังมีบางมุมที่เราไม่รู้จักเค้าเลย แล้วนับประสาอะไรกับคนที่คุยกันทางเนตล่ะ

.

.

เห็นข่าวแต่ล่ะครั้ง ก็สลดใจทุกครั้งเลย

ส่วนใหญ่จะนัดเจอกันแบบตัวต่อตัว

ก็เลยสงสัยอีกว่าทำไมช่างกล้าไปคนเดียวจัง

ควรจะมีคนไปเป็นเพื่อน น่าจะดีกว่า ช่วยกันดู มีทีท่าไม่น่าไว้ใจจะได้หาทางหนีทีไล่ได้ทัน

แล้วก็ไม่เข้าใจเลย ทำไมหลงคารมคนได้ง่ายดายนัก เค้าบอกอะไรก็เชื่อ ให้ไปไหนก็ไป เป็นไปได้ขนาดนั้นเลยอ่ะ

.

.

เราเองก็เป็นคนนึงที่ชอบแชท

แต่ไม่เคยเชื่ออะไรกับตัวอักษรที่คุยกันผ่านจอคอมเลยนะ

คุยกันเล่นๆ น่ะได้

แต่จะให้มาคิดอะไรจริงจัง มันคงเป็นไปไม่ได้หรอก

คนที่คุยด้วย ก็จะคุยกันเวลาที่ออนเจอกันเท่านั้น

เวลาได้แชทก็เหมือนเจอเพื่อนที่มีเรื่องคุยอะไรเพลินๆ มากกว่า

แต่บางคนก็คงไม่เหมือนเราสินะ

.

.

สงสัยจังว่าทำไมแค่คุยกันทางเนต แต่คิดกันไปไกลเหลือเกิน

แล้วก็เลยงงว่า คิดกันไปได้ขนาดนั้นเลยนะ

บางคนอาจบอกว่า เราเจอกับแฟนทางเนตแหละ

แต่... ไม่ใช่ทุกคนที่จะเจอคนดีจริง

แล้วทำไมต้องหาแฟนจากวิธีการนี้ด้วย

ก็เลยเกิดสงสัยอีกว่า มีคนเชื่อด้วยเหรอว่าความรักจะเกิดจากคนแปลกหน้าที่รู้จักกัน คุยกันทางเนตเท่านั้น

ยังไงเราก็คงไม่เชื่ออ่ะ

เพราะความสัมพันธ์ของคนสองคนไม่ได้ดำเนินไปแค่การคุยกันผ่านการพิมพ์ตัวอักษรทางหน้าจอคอมนี่นา

มันต้องมีอะไรอีกมากมายกว่าที่คนเราจะตัดสินใจคบกันได้

.

.

เฮ้อ.... ก็ไม่รู้สินะว่าคนอื่นจะคิดกันยังไง

แค่เป็นห่วงว่าต่อไปจะมีอาชญากรรมที่มีสาเหตุจากการแชทอีกรึเปล่าน่ะ น่าห่วงจริงๆ

วันเวลาที่ผ่านมา ชั่วระยะเวลาหนึ่งของชีวิต
ผู้คนมากมายผ่านเข้ามา .........บางคนผ่านมาเพียงเพื่อจะผ่านไป

แต่กลับบางคนกลับไม่เป็นเช่นนั้น... จากคนแปลกหน้า

กลายเป็นคนรู้จัก คนคุ้นเคย ล่วงเลย ไปถึงกลายเป็นคนรักกัน
เวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน
สถานภาพทางความรู้สึกของเราก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย

บางคนยังคงความเป็นคนแปลกหน้า
ยังรักษาระยะห่างของการเป็นคนรู้จักคนคุ้นเคย
หรือ คนรักกันไว้ได้อย่างคงที่

บางคน เปลี่ยนแปลงจากคนแปลกหน้า กลายเป็นคนคุ้นเคย
 

จากคนเคยคุ้น กลายมาเป็น คนรักกัน ....
ทำลายระยะห่างของความรู้สึกให้สั้นลงอย่างรู้สึกได้
และเมื่อนั้น เรื่องราวดี ๆ สวยงามทางความรู้สึกจึงเกิดขึ้น ...

แต่ในทางกลับกัน...
ระยะห่างของบางคน อาจห่างไกลออกไปจนสุดหูสุดตา
จากคนเคยรัก คนเคยคุ้น ....กลายเป็นแค่คนเคยรู้จัก ...
กลายเป็นคนแปลกหน้าทางความรู้สึกไป ...

แน่นอนว่า ระยะห่างของคนรู้จัก กับ คนรัก ย่อมไม่เท่ากันเป็นแน่

แต่นั่นแหละ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปได้เสมอ...
ฉันเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของเวลา
พอ ๆ กับเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของความรู้สึก...
ไม่มีมาตราวัดใด ๆ ที่จะใช้วัดระยะห่างของความรู้สึกได้
และระยะห่างในแต่ละสถานภาพทางความรู้สึกในแต่ละคนก็คงจะไม่เท่ากัน...

เราระบุชัดไม่ได้ว่า 1 เท่ากับ 1 ในความรู้สึกของอีกคน 1
ในความรู้สึกของคนหนึ่ง อาจจะเป็น 100 ในความรู้สึกของอีกคนก็เป็นได้ ...

และในเมื่อการคบหากันเป็นปฏิสัมพันธ์ของคนสองคน ....
 

เราจึงมองเห็นความไม่ลงตัว
เห็นระยะห่างที่ไม่เท่ากันของคนสองคนได้เสมอ
กับคนบางคน เราอยากเป็นมากกว่าคนรู้จัก
เราก็จะพยายามที่จะทำให้ระยะห่างของเรามันสั้นลง
กับคนบางคน เราอยากเป็นน้อยกว่าที่เป็นอยู่ . .......
เราก็จะพยายามที่จะทำให้ระยะห่างของเรายาวไกลออกไป...

แต่กลับบางคนเรากลับอยากจะรักษา ระยะห่าง ตรงกลาง ไว้ให้คงที่
 

ไม่ให้ห่างหาย จางหนี หรือ เข้ามาใกล้จนเรารู้สึกอึดอัด....
เคยรู้สึกใช่ไหมว่า ...
ขณะที่เราเดินเข้าหา บางคนกลับกำลังเดินหนี
กับบางคนเรากำลังเดินหนี บางคนกลับเดินตาม
กับบางคนเราก็ต้องการระยะห่างประมาณหนึ่ง ไม่ต้องใกล้มาก
แต่ไม่ต้องการห่างหายไปไหน...

ขณะที่บางคนวิ่งตาม ล้มลุกคลุกคลาน
เจ็บปวดกับระยะห่างของอีกคนที่ทิ้งไว้ตรงหน้า

ขณะเดียวกันกับที่อีกคนก็วิ่งหนี
โดยไม่คิดจะหันกลับมามองความเจ็บปวดของอีกคน
อะไรก็เกิดขึ้นได้ กับความรู้สึกคน...
เหนื่อยแสนเหนื่อย ล้าแสนล้า ....
แต่สุดท้ายก็ยังพยายาม พยายามที่จะยื้อยุดฉุดดึงอยู่เช่นนั้น

บางคนปล่อยความรู้สึกของอีกคนไว้ บนความห่าง ห่างจนลับตา ...
ไม่เคยหันกลับมามองหรือรับรู้ความเป็นไปของอีกคน
ไม่เคยรับรู้ว่า ...

ระยะห่างที่เขาทิ้งไว้อีกคนมันสร้างความเจ็บปวดได้ประมาณไหน
แต่ก็มีบางคนที่เหนื่อยล้ากับระยะห่างที่พยายามรักษาไว้เพียงแค่นั้น
ไม่ต้องห่างไป แต่ เข้าใกล้กว่านี้ไม่ได้ ...
ต้องการเพียงเส้นขนานที่ไม่มีทางมาบรรจบ

การทำลายระยะห่างของคนสองคนอาจไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ก็ไม่ได้ง่ายดายนักสำหรับอีกหลาย ๆ คน
บางคนพยายามมาเกือบทั้งชีวิต....
 

ระยะห่างที่ว่าก็ยังคงห่างอยู่เช่นเดิม....
ขณะที่บางคนอยู่นิ่ง ๆ ไม่วิ่งหนี ไม่วิ่งตาม
ปล่อยทุกอย่างให้เป็นหน้าที่ของเวลา
ไม่เรียกร้องให้เกิดความคาดหวัง ไม่ปล่อยละเลยจนเหมือนชาเฉย
ระยะห่างนั้นกลับขยับเข้ามาใกล้ราวปฏิหาริย์...

เอาใจช่วยสำหรับคนที่กำลังพยายามเดินเข้าหา...
 

ให้อีกคนหันกลับมามองบ้าง
ระยะห่างจะได้สั้นลง พยายามต่อไป
เพราะวันหนึ่งคุณอาจรู้สึกว่าความพยายามของคุณมิได้ไร้ค่า
ร้องขอสำหรับคนที่กำลังเดินหนี
ให้หันกลับมามองความรู้สึกของอีกคนบ้าง
เพราะบางทีคุณอาจจะสูญเสียอะไรดี ๆ ไป
เพราะระยะห่างที่คุณทิ้งไว้ให้อีกคน

เห็นใจกับการรักษาระยะห่างให้คงที่สำหรับบางคน
เพราะบางทีมันก็ทรมานมากกว่า การพยายามเดินเข้าใกล้หรือห่างหนี...เสียอีก...

แล้วคุณ ๆ เล่า

เคยนึกย้อนกลับมามอง ระยะห่าง ของคุณกับผู้คนรอบตัวกันบ้างไหม...
เคยรู้สึกไหมว่าบางที ความห่างไกล
 

...กับ ระยะห่างของความรู้สึกเป็นกลับเป็นตัวแปรผกผันกัน
เคยรู้สึกได้ถึงระยะห่างทั้งที่ตัวอยู่ใกล้ๆ
หรือรู้สึกใกล้กันแล้วทางความรู้สึกทั้งที่ตัวอยู่แสนไกล กันบ้างไหม....

เคยคิดกันบ้างไหมว่า
 
ระหว่างคนพยายามเดินหนี
คนที่พยายามเดินตาม
และคนที่พยายามยังไงระยะห่างกลับเท่าเดิม
คนไหนเจ็บปวดไปกว่ากัน...